เสือน้ำเค็ม หน่อพุทธวงศ์  (116 views)

 

What is เสือน้ำเค็ม doing now?

มีใครรู้จัก อภิญญา6 ไหมครับ
More than 1 month ago  ·  Comment »

Age

28

Location

Thailand

Birthday

February 3
 
Advertisement

Info

http://google-1820.hi5.com - Send it to your friends

Age

28

Birthday

February 3

Location

Thailand

 

About Me

Interests

Favorite TV Shows

5 ประเทศ ที่เล็กที่สุดในโลก



บนโลกใบนี้มีเรื่องที่น่ารู้มากมาย หลายๆ คนอาจจะสนใจเรื่องที่เป็นที่สุดในโลก เลยไม่พลาดที่จะนำเรื่องที่เป็นที่สุดมานำเสนอให้ได้อ่านกัน นั่นแน่! อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าอะไรที่สุด ก็เรื่องประเทศที่เล็กที่สุดในโลกน่ะสิคะ ตามมาดูกันเลยค่ะ ว่าจะมีประเทศที่คุณรู้จักกันบ้างไหม...

1. นครรัฐวาติกัน

นครรัฐวาติกัน เป็นประเทศศูนย์กลางของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี มีเนื้อที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร (เล็กมากๆ ) มีประชากรทั้งหมดเพียงแค่ 783 คนเองค่ะ ซึ่งล้วนแต่เป็นบาทหลวง, นักบวช และเจ้าหน้าที่ที่นับถือนิกายคาธอลิคล้วนๆ ค่ะ

ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก แต่ก็เป็นที่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกของชาวศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค เพราะเป็นที่พำนักของพระประมุขสูงสุดของศาสนาคริสต์นิกายนี้ และเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรก็ตามของชาวคาธอลิค ก็มักจะจัดขึ้นที่นี่เสมอ

นครรัฐแห่งนี้ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2472 ภายใต้สนธิสัญญา Lateran ( ซึ่งถุกอนุมัติโดย เบนิโต มุสโสลินี หนึ่งในนักเผด็จการชื่อดังของโลก) และปกครองแบบอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งนิติบัญญัติ, บริหาร และตุลาการโดยพระสันตะปาปา

นครรัฐวาติกันไม่มีประชาชนถาวร สถานะการเป็นประชาชนของที่นี่ คือ การเข้ามาทำงานในหน้าที่ต่างๆ ในนครรัฐ (รวมไปถึงคู่สมรสและบุตรธิดาของเจ้าหน้าที่คนนั้น) และสถานะการเป็นประชากรของนครรัฐจะสิ้นสุดลงเมื่อหมดวาระการทำงาน

ที่แห่งนี้คุ้มครองเขตรัฐโดยทหารสวิสเซอร์แลนด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่มีชื่อเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยทหารเหล่านี้จะเป็นชายชาวสวิส ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค และยังไม่แต่งงานเท่านั้นค่ะ

ภาษาหลักของที่นี่ คือ ภาษาอิตาเลียนและภาษาละติน และที่สุดยอดไปเลย คือ ที่นี่เป็นที่แห่งเดียวในโลกที่ตู้เอทีเอ็มนั้นเป็นภาษาลาติน!! มากไปกว่านั้น ที่นี่เป็นที่แห่งหนึ่งในโลกที่มีจดหมายเข้ามากที่สุด และส่งถึงมือผู้รับเร็วที่สุดในโลกก็ว่าได้ และเป็นที่ที่ส่งจดหมายออกมากที่สุดอีกแห่งของโลกด้วย (1 คน ส่งจดหมาย 7,200 ฉบับ ต่อปี)

ความสุดยอดไม่ได้มีเพียงเท่านั้น นครรัฐวาติกันยังมีความสุดยอดในเรื่องเทคโนโลยีอีกด้วย เพราะมีชื่อโค้ดโดเมนเนมเป็นของตัวเอง .va ถึง 9 โดเมนเนม (เชื่อว่าหลายๆ ประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าวาติกันยังไม่มีเป็นของตัวเองเลย) และมีสถานีวิทยุที่ชื่อว่า "Vatican Radio" ซึ่งจัดรายการโดยเจ้าพ่อวิทยุ Guglielmo Marconi ซะด้วย เท่ซะไม่มี...

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงสงสัยว่านครรัฐวาติกันมีรายรับมาจากไหนกันน๊า เพราะประเทศแห่งนี้ไม่ได้มีการค้า หรือการพาณิชย์ใดๆ กับประเทศภายนอก และแม้กระทั่งภายในประเทศเลย คำตอบง่ายๆ คือ ประเทศแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนรายได้ที่มาจากการขายสแตมป์, หนังสือ และรายได้จากการท่องเที่ยว จากชาวคาธอลิคทั่วโลกนั่นเองค่ะ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ที่นครรัฐแห่งนี้ ไม่มีการเก็บภาษีค่า






2. ราชรัฐโมนาโก

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อ ประเทศโมนาโก มาบ้าง ก็ประเทศนี้มีทั้งเจ้าชาย เจ้าหญิง หล่อๆ สวยๆ และมีพระปรีชาสามารถเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกหลายพระองค์ ยกตัวอย่าง เช่น เจ้าหญิงเกรซ เคลลี่ที่ทรงพระสิริโฉมงดงาม เจ้าหญิงแคโรลีนพระธิดาในเจ้าหญิงเกรซที่ทรง พระสิริโฉมงดงามไม่แพ้พระมารดา ตามมาด้วย เจ้าหญิงสเตฟานี พระขนิษฐาผู้ทรงโฉมเช่นกัน และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งโมนาโก ผู้ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าหญิงแคโรลีน ก็ทรงพระสิริโฉมงดงามไม่แพ้พระมารดาและพระมาตุจฉา เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 เจ้าชายเรนีเย่ เจ้าชายอัลเบิร์ต และเจ้าชายเรนีย่ที่ 3 ที่ทรงวพระปรีชาสามารถในการปกครองประเทศให้เป็นประเทสที่มั่งคั่งที่สุดอีก ประเทศในโลก (หลังจากเคยเป็นแค่ราชรัฐหนึ่งของฝรั่งเศส) เป็นต้น แถมยังมีชื่อเสียงมาจากการจัดการแข่งรถกรังปรีซ์ ในชื่อ Monaco Grand Prix และยังมีเขตกาสิโนชื่อดังที่มีชื่อว่า Monte – Carlo อีกต่างหากค่ะ

ประเทศ โมนาโก เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากนครรัฐวาติกัน โดยมีพื้นที่ 1.96 ตารางกิโลเมตร อยู่ตรงชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน แต่เป็นประเทศที่มีประชากรต่อพื้นที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีประชากรอาศัยอยู่ถึง 23,660 คนต่อตารางกิโลเมตร ในอดีต ประเทศแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เจ้าชายเรนีเย่ที่ 3 ได้ยื่นขอต่อสหประชาชาติ เพื่อเข้าร่วมองค์กร และได้รับการอนุมัติ จึงได้อิสระ (แบบไม่ถาวร) จากฝรั่งเศสนับแต่บัดนั้น หากแต่ถ้าโมนาโกไม่มีผู้สืบสันตติวงศ์ต่ออีกแล้ว ประเทศแห่งนี้ก็ต้องกลับเข้าไปอยู่ใต้ปกครองต่อฝรั่งเศสตามเดิมค่ะ ดังนั้น จึงมีการแก้กฎหมายจากเดิมว่า ผู้สืบทอดราชวงศ์ต้องเป็นเจ้าชายเท่านั้น เป็นให้ขัตติยนารีสามารถขึ้นครองราชย์ได้ด้วย เพื่อแก้ปัญหาการต้องกลับเข้าไปอยู่ใต้ปกครองเหมือนเดิม

ประเทศแห่งนี้ปกครองด้วยระบบประมุขและสภาแห่งชาติ มีรายได้หลักจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง สถานกาสิโนและการแข่งรถนานาชาติ และเนื่องจากเมื่อก่อนโมนาโกไม่มีการเก็บภาษี ประชากรส่วนมากจึงไม่ใช่ชาวพื้นเมือง แต่หลังจากการแยกตัวจากฝรั่งเศส ก็ได้มีการเก็บภาษีรายได้จากผู้ที่ไม่ใช่ชาวโมนาโกโดยกำเนิด พูดง่ายๆ คือนักธุรกิจที่มาลงทุนและพักอาศัยอยู่ในโมนาโก และมีกฎห้ามชาวโมนาโกโดยกำเนิดเข้ากาสิโน แต่ยกเว้นภาษีจากพวกบุคคลเหล่านี้แทน





3. สาธารณรัฐนาอูรู

ประเทศนาอูรูเป็นประเทศที่อยู่บนเกาะ ตั้งอยู่บนทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิค มีขนาด 21 ตารางกิโลเมตร และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเอกราชเป็นของตัวเองที่เล็กที่สุดในโลก และเป็นประเทศเอกราชเดียวที่ไม่มีเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ

ในอดีตรายได้หลักของประเทศมาจากแร่ฟอสเฟต ที่เกิดมาหลายพันปีจากขี้นก (เหลือเชื่อมากๆ) มีการส่งออกแร่ฟอสเฟตในอัตราที่สูงมาก จึงส่งผลให้ประชากรของที่นี่กินดีอยู่ดี เรียกกันได้ว่า ได้ดีเพราะขี้นกจริงๆ อิอิ

รัฐบาลมีการจ้างงานประชาชนถึง 95 เปอร์เซนต์ ให้สวัสดิการการรักษาโรคและการศึกษาฟรีแก่ประชากรในประเทศ พูดได้เลยว่าที่ นี่เป็นเหมือนกับสวรรค์น้อยๆ บนผืนดิน เพราะเป็นประเทศที่ประชากรร่ำรวยติดอันดับในโลกเลยทีเดียว ถึงขั้นที่ว่าประธานาธิบดีคนก่อนๆ ของประเทศมักจะนั่งเครื่องของ Air Nauru ไปเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์เสมอๆ

อย่างไรก็ตาม แร่ฟอสเฟตที่ดูเหมือนจะเป็นบ่อเงินบ่อทองสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับชาวนาอูรู เนื่องจาก ผืนดินสะสมแร่ฟอสเฟตมากจนเกินไป จนแห้งแล้งและไม่สามารถปลูกพืชผลใดๆ ได้ ทั้งการลงทุนที่เปล่าประโยชน์ของประเทศ เช่น การไปซื้อกิจการโรงแรมแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไร้ประโยชน์ รวมถึงการขาดคุณสมบัติในการปกครองบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจของนาอูรูแย่ลง เหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งทวีคูณหนักเข้าไปอีก เพราะภาวะการกินอยู่ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาก ก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนกับประชากรในประเทศ ประชากร 9 ใน 10 คนมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน นาอูรูกลายเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นโรคเบาหวานในอัตราสูงมากประเทศหนึ่งใน โลกเลยทีเดียว

ดังนั้นในปัจจุบัน ชาวนาอูรูจึงมีความอัตคัตขัดสนมากๆ และยังมีภาวะโรคอ้วนด้วย แต่พวกเขาก็ได้พยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้น รัฐบาลนาอูณูตัดสินใจเก็บภาษีและ ออกพาสปอร์ตให้กับชาวต่างชาติแลกกับเงินตราเพื่อมาหมุนเวียนภายในประเทศ แต่การแก้ปัญหานี้กลับลากตัวปัญหา เช่นพวกอาชญากรข้ามชาติเข้ามาในประเทศเพื่อฟอกเงินทุจริต และด้วยเหตุนี้เองนาอูรูก็ต้องประสบกับปัญหาใหญ่หลวง คือ ธนาคารใหญ่ระดับโลกหลายแห่งไม่ยินดีรับเงินที่นาอูรูจะมาฝากไว้ เนื่องจาก เงินเหล่านั้น อาจจะสร้างปัญหาแก่ธนาคารได้





4. ตูวาลู

ประเทศตูวาลูเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิคทางตอนใต้ มีพื้นที่ทั้งหมดเพียง 26 ตารางกิโลเมตร ลักษณะประเทศจะเป็นหมู่เกาะที่เกิดขึ้นจากหินปะการัง และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 5 เมตร มีคำกล่าวอ้างว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศนั้นจะหายไปจากแผนที่โลกอย่างแน่นอน เนื่อง จากระดับน้ำทะเลโลกที่สูงขึ้นนั่นเอง และหากน้ำทะเลจะไม่สูงขึ้น แต่ภาวะการเพิ่มขึ้นของประชากรและการกัดเซาะชายฝั่งก็ยังทำให้ใ ตูวาลู เป็นประเทศเสี่ยงต่อภัยต่างๆ อยู่ดี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตูวาลูเคยเป็นที่ตั้งฐานทัพของทหารอเมริกัน ที่เข้ามาสร้างทั้งฐานทัพ สนามบิน ซึ่งคุณสามารถเห็นซากปรักหักพังในปัจจุบันของสิ่งเหล่านี้ได้บนเกาะต่างๆ ของตูวาลู

ทุกวันนี้ ตูวาลูมีรายได้หลักจากการให้เช่าโดเมนเนม .tv ที่เป็นโดเมนเนมระดับท็อปของโลก เพราะคนเข้าใจว่ามันเป็นตัวย่อมาจากคำว่า Television และรายได้จากสัมปทานการประมง รวมไปถึงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ





5. สาธารณรัฐซานมาริโน

ประเทศซานมาริโน ตั้งอยู่ในเขตประเทศอิตาลี บนเทือกเขาแอเพนไนน์ ใกล้ชายฝั่งอาเดรียติก มีขนาดพื้นที่ 61 ตารางกิโลเมตร หากคุณได้รู้จักชื่อเต็มของประเทศนี้ ก็เดาได้ทันทีว่าประเทศแห่งนี้มีความมนต์เสน่ห์ ความสวยสดงดงามเพียงแค่ไหน นั่นแน่ อยากรู้แล้วล่ะสิว่าชื่ออะไร ก็ชื่อ "Serenissima Repubblica di San Marino" ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "The Most Serene Republic of San Marino" นั่นเองค่ะ

ซานมาริโนก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 844 โดยนักตัดหินชาวคริสต์ นามว่า "มาริโน" ได้ลี้ภัยทางศาสนามากับกลุ่มชาวคริสต์กลุ่มหนึ่ง

ความเชื่อที่สำคัญของชาวซานมาริโน คือ อิสรภาพ ชาวซานมาริโนเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และกองทัพใหญ่ๆ ไม่สามารถรุกรานอธิปไตยจะได้เนื่องมาจากที่ตั้งของประเทศอยู่บนเขา ดูตัวอย่างตอนที่นโปเลียนประกาศความเป็นใหญ่ในทวีปยุโรป ประเทศเดียวที่ไม่ตกอยู่ใต้การปกครองของนโปเลียนคือ ซานมาริโน นี่เอง

ซานมาริโนมีระบบการปกครองที่ซับซ้อนมาก โดยมีการปกครองแบบสาธารณรัฐโดยสภาผู้แทนราษฎรจะเลือกตัวแทนจากสภามาจำนวน 2 คน มาเป็นผู้สำเร็จราชการร่วม หรือประมุขของประเทศอยู่ในตำแหน่งวาระ 6 เดือน และสภาผู้แทนราษฎรจะเลือกคณะรัฐบาล มาบริหารประเทศวาระละ 5 ปี

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซานมาริโนกลายเป็นประเทสที่ยากจนที่สุดในยุโรป แต่ในทุกวันนี้ ประชากรชาวซานมาริโนกลายมาเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง เนื่องมาจากการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศกว่า3 ล้านคนต่อปี
 

Favorite Books

ประเทศอะไรที่เล็กที่สุดในโลกเอ่ย?
ถ้าคุณตอบ "วาติกัน"
คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือ..........



Principality of Sealand



ธงชาติ



ตราแผ่นดิน



ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร (ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ) ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas ("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย) หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....



มีอยู่เท่านี้แหละ ซีแลนด์(เล็กกว่าบ้านผมอีก)



ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ



อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956



วันที่ 2 กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์ อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand



แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย



จะอย่างไรก็ดี แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo) ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)



เจ้าชายรอย เบทส์ และเจ้าหญิงโจน เบทส์



ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน (ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์ ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท) คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที



- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

- 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วย...เจริญ )

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน

ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด
*** ประเทศอังกฤษให้การยอมรับซีแลนด์เป็นรัฐเอกราชในอารักขา ***
เป็นข่าวที่น่าสนใจจริงๆ

http://www.bobleroi.co.uk/ScrapBook/Sealand_Fire/Sealand_Fire.html

[เอพี] - หลังจากแพ้คดีในศาลของสหภาพยุโรปเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนซีแลนด์แล้ว ในที่สุดเมื่อวานนี้ (31 มีนาคม 2552) รัฐบาลอังกฤษก็ประกาศให้การยอมรับในเอกราชของซีแลนด์ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอยู่ในอารักขาของอังกฤษ

และ สถานะของ ซีแลนด์ จะเป็นแบบเดียวกับ ออสเตรเลีย นิวส์ซีแลนด์ เบอร์มิวด้า

"นี่เป็นทางเดียวที่เราจะรักษาอิทธิพลเหนือน่านน้ำบริเวณนั้นได้" นายกอร์ดอน บราวน์นายกรัฐมนตรีเอ่ย ทั้งนี้เขายังอ้างถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้ซีแลนด์ในวันที่ 23 มิถุนายน 2550 โดยทำให้ชาวซีแลนด์เกือบไม่รอดว่าการยอมรับเอกราชนี้จะเป็นการเปิดทางให้กับการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่อประชาชนทั้งสี่คนของซีแลนด์อีกด้วย

นายบราวน์ยังกล่าวว่าจะช่วยผลักดันให้ซีแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ กับอียู และการกระทำดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการตัดสินใจด้วยตนเองแบบหนึ่ง

การตัดสินใจนี้ทำให้ซีแลนด์กลายเป็นประเทศเอกราชใหม่ที่สุดที่มีประชากรน้อยที่สุดคือมีเพียงสี่คน โดยเจ้าชายรอย เบทส์ ประมุขของประเทศแสดงความปลื้มปิติโดยจัดงานเลี้ยงบาร์บีคิวขึ้นที่สวนหลังบ้าน ทั้งยังเอ่ยปากชวนนายกอร์ดอน บราวน์มารับประทานด้วย

ซีแลนด์เป็นประเทศที่ตั้งขึ้นบนป้อมร้างที่อังกฤษสร้างไว้ในน่านน้ำสากลในสงครามโลกครั้งที่สอง นายรอย เบทส์กับครอบครัวได้มายึดป้อมนี้ไว้และประกาศตั้งเป็นประเทศ
 

Favorite Quote

จดหมายฉบับนี้ยาวมาก หากรัก ' พระองค์ท่าน ' กรุณาอ่านให้จบด้วยนะครับ



เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้
1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45 น
2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3. พระนาม ' ภูมิพล ' ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7



4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช


5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า 'H.H Bhummibol Mahidol' หมายเลขประจำตัว 449



7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือ สมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า ' แม่ '
8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต



11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า ' บ๊อบบี้ '



12. ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ




13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง ?ากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว
14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก ' การให้ ' โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ' กระป๋องคนจน ' เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ' เก็บภาษี ' หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า ' ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน '




17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก ' การเล่น ' สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์



21. ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
24. ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ ' แสงเทียน ' จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง ' เราสู้ '
26. รู้ไหม... ? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ 5



27. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโ ปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง ' นายอินทร์ ' และ ' ติโต ' ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่ ' พระมหาชนก ' ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์



29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ' กีฬาซีเกมส์ ') ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2510



30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ ' กังหันชัยพัฒนา ' เมื่อปี 2536



33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ , ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง



35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า ' น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง



37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริ กิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท


37. หลังอภิเษกสมรส ทรง ' ฮันนีมูน ' ที่หัวหิน



38. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
39. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
40. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
41. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา
42. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
43. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม



44. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง


45. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
46. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ



47. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
48. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรท่ามกลางสายฝน
49. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
50. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้




51. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
52. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า ' ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
53. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง ( 20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
54. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
55. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย
56. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
57. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
58. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
59. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก



60. ทรงฟัง จส. 100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่ จส. 100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
61. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
62. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
63. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใก ล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ




64. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
65. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ' นายหลวง ' ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
66. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
67. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า ' ทำราชการ '
68. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี




69. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า ' อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก '
70. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
71. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
72. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
73. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6 ล้านคน
74. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน



75. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
76. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง



77. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
 

hi5 Games

Play hi5 Games

Recently played


Applications

Browse Applications

Runes
Runes - arcade game where points are obtained for removing a group of pieces from the game board

Poker Palace
Casino-style Texas hold 'em poker. It's the real deal!

Mobsters
Start a Mob with your friends. Rise from a petty thief to Mafia Don. Rule hi5!

 

Widgets

 


 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins

เสือน้ำเค็ม has no unwrapped gifts.
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for เสือน้ำเค็ม

Nov 11 1:31 AM
 
ไม่ ให้ หรอก ปราย มัน บอก งี้

แล้ว ขอบ ใจ นะ คร๊ะ ที่ มา เม้น

ให้ ทุก วัน เลย ............
 
Nov 10 3:25 AM
 
ยินดีที่ได้รู้จักคร๊ะ ^^
อยู่ สมุทรปราการ
 
Nov 9 1:15 AM
 
อิอิอิ ทำ เปน น้อย จัย

ก็ ไม่ ออน เอ็ม อ่า พอ ดี

ปราย มัน เล่น hi แต่

แป้ง ไม่ ค่อย เล่น อ่ะ
 
Nov 7 7:26 AM
 
อ่าใช่คับ
:)
 
Nov 7 6:14 AM
 
ดีคับ

น้อดคับ:)
 
Nov 7 4:02 AM
 
ดีคร๊ะ ,,ชื่อเตย
ยินดีที่ได้รู้จักคร๊ะ :]
 
 
Nov 5 9:14 PM
 
สวีดดัด

สวัสดี
 
 
 
Nov 2 11:10 PM
 
จร้าดูแลตะเองเช่นกัลนะจร้า

ดีใจนะเนี้ยที่ยังไม่ลืมกัล

หม่ำๆข้าวด้วยนะจร้า
 
Nov 1 5:23 AM
 
ทักทายเช่นกันค่ะ...สบายดีน่ะค่ะ..ฝานดีน่ะ
 
Oct 31 6:00 AM
 
อา มา บ้าน กับ ลูก เค้า

หนู รับ โทร ศัพย์ มะ ได้

ออน เอม ได้ ก้อ ประ มาน

2-3 ทุ่ม เอง อีก นาน กว่า

จะ กลับ กัน อ่ะ โทร ศัพย์ กะ คุย มะ ได้
 
Oct 29 4:58 AM
 
ทานและค่ะ
ทานไรยัง
ฝันดีนะค่ะ
 
Oct 26 4:36 PM
 
หายหน้าหายตาไปนานมากมาย
หวาดดีตอนเช้าค่ะ
 
 
Sep 4 4:59 AM
 
อย่ามัวแต่ห่วงคนอื่นนะค่ะ

อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย
 
 
Aug 31 1:40 AM
 
ขอบคุณค่ะ

เช่นกาน

แวะมาเม้น

ให้กันบ่อยๆๆ น่ะค่ะ
 
Aug 29 7:25 PM
 
เดนะคร่าๆๆๆๆๆๆจ๊ะเอ๋ต้องขอโทษด้วยนะคร่าที่ตอบเม้นช้า

ไปมากเลยช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยมีเวลาแต่หวังว่าตะเองจะไม่โกรด

กานนะคร่าอิอิ__คิดถึงตะเองที่สุดเลย****จุฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

Title
body